ประวัติ วัดหนองโพ และหมู่บ้านหนองโพ พอสังเขป

 วัด หรือหมู่บ้านหนองโพเมื่อคราวที่ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึกนั้น พม่าได้กวาดต้อนผู้คนชาวกรุงศรีอยุธยาไปเป็นอันมาก ในจำนวนนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งมีนามว่า “รอด” ได้ถูกกวาดต้อนไปเมืองพม่าด้วย ได้ไปอยู่กับพม่าด้วยความจำใจระยะหนึ่ง เมื่อมีโอกาสจึงได้หนีกลับมาสู่มาตุภูมิอีกครั้งซึ่งตอนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว  ท่านเดินทางสู่กรุงธนบุรี เบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส จึงได้เข้าอุปสมบทที่กรุงธนบุรี เมื่อตอนที่อุปสมบทนั้นท่านได้มีความคุ้นเคยกับสหายทางธรรม ที่เดิมเป็นคนกรุงศรีอยุธยาเคยลำบากตรากตรำมาด้วยกันเล่าเรียนศึกษาพระธรรมวินัย วิปัสสนา คาถาอาคมมาใกล้ชิดกันจนกระทั่งมีวิชาอาคม และความรู้ความชำนวญ สหายทางธรรมของท่านนั้นคือ พระภิกษุกุน

                เมื่อได้เวลาอันสมควรพระภิกษุกุนได้กำหนดเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเดิมของท่านที่ ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ จึงได้ออกปากชวนพระภิกษุรอดซึ่งเป็นสหายทางธรรมให้เดินทางไปด้วย เพราะพระภิกษุรอดไม่มีญาติพี่น้องจะยึดถือได้กระจัดกระจายไปตั้งแต่สมัยเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา เมือเห็นพ้องต้องกันจึงเดินทางตามแม่น้ำเจ้าพระยามู่งสู่ตำบลเขาทองทางเรือ พักแรมจำวัดรายทางเรื่อยมา ค่ำใหนมีวัดก็เข้าจำวัด ไม่มีวัดก็จำวัดในเรือ เช้าก็ออกโปรดสัตว์เพื่ออาหารเพียงพอหล่อเลี้ยงอาตมามาตามพุทธบัญญัติ เมื่อเสร็จภัตกิจแล้วจึงเดินทางต่อไป จนบรรลุถึง วัดโรงช้าง อำเภอท่าฉนวน จังหวัดชัยนาท พระภิกษุรอดเห็นเป็นทำเลที่เหมาะจึงพักจำพรรษาพักผ่อนที่วัดโรงช้าง ตามประวัติมิได้บอกละเอียดว่านอกจากร่มรื่นแล้วยังมีสิ่งใดที่ทำให้พระภิกษุรอดตกลงจำพรรษาที่วัดโรงช้าง สำหรับความเห็นว่าที่วัดโรงช้างน่าจะมีพระอาจารย์ที่เรืองเวทย์วิทยาคมและมีศิลาจารวัตรอันงดงามเป็นที่เลื่อมใสของพระภิกษุรอดจึงมอบตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์องค์นั้นเพื่อเรียนวิชา คงให้พระภิกษุกุนเดินทางไปก่อนและนัดว่าเมื่อถึงเวลาโอกาสเหมาะสมจะเดินทางไปสมทบตามที่อยู่พระภิกษุกุนให้ไว้ต่อไป

                พระภิกษุกุนได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดเขาทอง ได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้าน จึงได้นิมนต์ให้เป็นเจ้าอาวาส ตามประวัติกล่าวว่ามีวิชาอาคมแข็งกล้า มีศิษยานุศิษย์มากมาย ได้รับความเลื่อมใส “หลวงพ่อกุน” ได้กล่าวถึงพระภิกษุรอดเมื่อได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโรงช้างอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งเจ้าอาวาสวัดโรงช้างมรณภาพลงบรรดาชาวบ้านที่เคารพนับถือได้ส่งตัวแทนเข้ากราบอาราธนาให้ท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านไม่ปรารถนาจะได้ยศศักดิ์หรือเป็นสมภารจึงลงเรือจากวัดโรงช้างทิ้งความอาลัยไว้ให้แก่ชาวบ้านพร้อมทั้งอวยพรให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนขอบใจในการให้ความเอื้อเฟื้อและเคารพนับถือ ขอให้เลือกพระภิกษุอื่นที่อายุพรรษาสมควรขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทน หันหัวเรือจากวัดโรงช้างมุ่งสู่วัดเขาทอง อันเป็นถิ่นพำนักของพระภิกษุกุนหรือหลวงพ่อกุน พระภิกษุรอดได้จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อกุนตลอดมาระยะหนึ่งจนกระทั่ง  ท่านได้มีญาติโยมเคารพนับถือให้ความเลื่อมใสตลอดจนถวายอุปัฏฐากแก่ท่านตามสมควรแก่สมณสารูป วันหนึ่งญาติโยมที่กล่าวข้างต้นนั้นได้ถูกนายภิกษุอื่นที่อายุพรรษาสมควรขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทน หันหัวเรือจากวัดโรงช้างมุ่งสู่วัดเขาทอง อันเป็นถิ่นพำนักของพระภิกษุกุนหรือหลวงพ่อกุน พระภิกษุรอดได้จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อกุนตลอดมาระยะหนึ่งจนกระทั่ง  ท่านได้มีญาติโยมเคารพนับถือให้ความเลื่อมใสตลอดจนถวายอุปัฏฐากแก่ท่านตามสมควรแก่สมณสารูป วันหนึ่งญาติโยมที่กล่าวข้างต้นนั้นได้ถูกนายภาษีจับกุมด้วยเรื่องต้มเหล้าเถื่อนเดือดร้อนต้องหลบหนีไปเสียจากหมู่บ้านเขาทอง แต่การจะหลบหนีไปนั้นจะต้องไปหาแหล่งที่อยู่ใหม่ ควรที่จะนิมนต์พระภิกษุไปเป็นมิ่งขวัญของหมู่บ้าน จึงอาราธนาพระภิกษุรอดว่า “หลวงพ่อขอนิมนต์ไปกับพวกกระผมซึ่งเคารพนับถือหนีร้อนไปเสียที่อื่น” พระภิกษุรอดจึงรับอาราธนานำชาวเขาทองกลุ่มนี้เดินทางออกมาจากบ้านเขาทองลงมาทางที่มีหมู่บ้านร้างที่กล่าวไว้ข้างต้น ห่างจากเขาทองมาประมาณ 24 กิโลเมตร ทางทิศใต้ ดังมีชื่อหัวหน้าครอบครัวที่จำได้ว่ามี

                1. นายแตง                             2. นายเกษ                              3. นายชู

                4. นายปิ่น                              5. นางแก้ว                             6. นางมาก

                เดินทางรอนแรมมาจนกระทั่งพบหมู่บ้านร้างที่ร้างไปตั้งแต่เสียกรุง ตามประวัติกล่าวว่าเป็นเนินหมู่บ้านร้างมีต้นตาล 6 ต้น บางต้นสูงถึง 10-15 วา ก็มี มีต้นไม้หลายอย่าง มีสระน้ำซึ่งมีน้ำเพียงพอบริโภค ร่มรื่นดี เมื่อเดินหาชัยภูมิแหมาะแก่การจอดเกวียนพักอาศัยกันแดดกันฝนชั่วระยะที่จะสร้างบ้านใหม่มองเห็นต้อนโพธิ์กระจาย (ไม่ทราบว่าจะเป็นต้นโพธิ์ที่เคยขึ้นตามวัดวาอารามหรือไม่ ในประวัติเก่าเรียกว่าโพธิ์กระจาย สืบถามดูตามคนเฒ่าคนแก่ก็ได้ความเพียงว่าเป็นต้นโพธิ์) ยังมีข้อความในประวัติที่ คุณธนิต อยู่โพธิ์รวบรวมไว้ว่า ต้นโพธิ์กระจายนี้มีกิ่งก้านสาขาแยกออกไปถึงเจ็ดนาง (ภาษาใหม่คงจะเรียกว่ากิ่งเป็นแน่)  จึงนำเกวียนบรรทุกมาจอดไว้รายรอบต้นโพธิ์พอดีกับจำนวนเกวียน

                เมื่อได้ที่พักร่มเงาจึงร่วมมือกันปลูกกุฎิให้กับพระภิกษุรอด ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหลวงตารอด หลังจากนั้นจึ่งได้แยกย้ายกันปลูกบ้านกระจายกันไปโดยอาศัยบ่อน้ำเป็นที่ดื่มกิน และหุงหาอาหารต่อไปต่างก็พากันเพาะปลูกและขยายวงศ์ตระกูลออกไป ด้วยการเกี่ยวดองกันในหมู่คนอพยพบ้าง กับคนทางเขาทองบ้าง และค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จากไม่กี่ครอบครัวก็ขยายเป็นสิบ เป็นร้อย จากุฎิสงฆ์ก็กลายมาเป็นวัด และในที่สุดก็เป็นปึกแผ่นแน่นหนา ชาวบ้านได้ขนานนามวัดว่า “สมโภชโพธิ์กระจาย” ส่วนหมู่บ้านก็ถือเอานิมิตจากต้นโพธิ์และบ่อน้ำว่า “บ้านหนองโพ”

                ต่อ ๆ มาหลวงพ่อศรี วัดประปรางค์เหลือง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ได้มาเปลี่ยนชื่อวัดว่า “วัดสมโภชโพธิ์เย็น” เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสเสร็จตรวจการคณะสงฆ์มณฑลนครสวรรค์ได้ทรงโปรดให้เปลี่ยนให้สอดคล้องกับชื่อหมู่บ้านว่า “วัดหนองโพ” อันเป็นมงคลนามมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นความเป็นมาโดยพิศดารแห่งหมู่บ้านหนองโพ ซึ่งเราท่านมักจะสะกดผิดเป็นหนองโพธิ์กันมาก หากแต่ชื่อตามทางการทั้งชื่อวัด และหมู่บ้าน และสถานีรถไฟ คือ “หนองโพ”

                เมื่อตั้งหมู่บ้านและวัดเป็นปึกแผ่นแล้ว ชาวบ้านได้อาราธนาหลวงพ่อรอดเป็นเจ้าอาวาสวัดเป็นองค์แรก เนื่องด้วยท่านได้ศึกษาวิชาทั้งภาษาไทย ภาษาขอม ภาษาบาลี และวิปัสสนากรรมฐานมาเป็นทุนเดิม ท่านจึงได้ถ่ายทอดวิชาอาคมต่าง ๆ ที่ท่านได้เล่าเรียนมาให้แก่บุตรหลานชาวบ้านหนองโพเป็นที่เลื่อมใสกิตติคุณของท่านโด่งดัง มีชาวบ้านจากถิ่นอื่นส่งลูกหลานมาเรียนและกลับไปเผยแพร่วิชาความรู้ต่อ ๆ กันไปจนถึงปัจจุบัน

เมื่อได้กล่าวถึงความเป็นมาของหมู่บ้านหนองโพตั้งแต่แรกเริ่มมาแล้ว ก็จะขอกล่าวถึงหมู่บ้านหนองโพและวัดหนองโพในปัจจุบัน หมู่บ้านหนองโพปัจจุบันได้แยกจากอำเภอพยุหะคีรี ในสมัยหลวงพ่อเดิมมาขึ้นกับอำเภอตาคลีโดยมีท่านพระครูนิพนธ์ธรรมคุต เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองโพ เป็นเจ้าคณะตำบลหนองโพ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างมีหมู่บ้านล้อมรอบอยู่โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางไปในตัว

                เมื่อท่านได้เข้าไปในอาณาเขตบริเวณอันสงบเงียบร่มรื่นของวัดหนองโพและหมู่บ้านแล้ว สิ่งที่ท่านควรจะไปชมเพื่อระลึกถึงความหลังครั้งที่หลวงพ่อเดิมยังทรงสังขารอยู่ ซึ่งสถานเหล่านี้แม้จะเป็นอดีตก็ยังสะท้อนภาพอดีตนั้นต่อมาถึงปัจจุบัน เช่น

  1. มรูพระราชทานเพลิงศพของหลวงพ่อเดิม เมื่อท่านเดินล่วงเข้าเขตวัดแล้ว ก้าวแรกทางด้านขวามือท่านจะเห็น เมรุลักษณะเป็นบุษบกมีช่อฟ้าใบระกา หักเหลี่ยมย่อมุม ประดับกระจกสีสลักเสลาลวดลายอย่างวิจิตรพิสดาร อยู่บนแท่นก่ออิฐถือปูน แม้ว่ากาลเวลาจะทำให้กระจกสี และลวดลายชำรุดลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงความงามในด้านโครงสร้างให้ท่านได้เห็น ซึ่งเมรุนี้ทางวัดถือเป็นอนุสรณ์ของหลวงพ่อ ไม่มีใครได้ใช้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ของวัดที่รักษาไว้ให้ลูกหลานได้ระลึกถึง
  2. สถูปบรรจุอัฐิและอังคารของหลวงพ่อเดิม เมื่อท่านเดินถัดจากเมรุที่พระราชทานเพลิงศพของหลวงพ่อแล้ว ถัดไปอีกหน่อยทางขวามือเช่นกันจะเป็น หมู่พระเจดีย์สามองค์ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน พระเจดีย์หรือสถูปองค์ที่สูงสุดอยู่ตรงกลางทำเป็นมณฑปจตุรมุข ซ้อนด้วยยอดเจดีย์ในช่องมุขด้านติดกับทางเดิน เจาะเป็นช่องวุ้มโค้งแบบโกธิค รับกับหน้าบรรณลายเทพพนมตรงกลางเป็นรูปชาวบ้านชาย หญิงในชุดแต่งกายพื่นบ้านกำลังแสดงมหากรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ชำรุดไปเป็นส่วนมาก ในซุ้มโกธิคประดิษฐานแผ่นหินอ่อนเป็นรูปของพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) ซึ่งเป็นรูปถ่ายในพรรษาสุดท้ายก่อนมรณภาพ  แสดงถึงควาชราอย่างเห็นได้ชัด มีอักษรจารึกไว้ว่า พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (เดิม) พ.ศ. 2403 – 2494    ภายในบรรจุอัฐิ เถ้าอังคารของหลวงพ่อเดิมไว้ เพื่อให้ลูกหลานได้กราบใหว้บูชาขอพร และเป็นที่ระลึกถึงหลวงพ่อ อยู่ทุกเมื่อชั่ววัน เมื่อชาวบ้านผ่านสถูปนี้จะยกมือใหว้เคารพกันทุกคนทั้งหน้าบรรณ และยอดพระเจดีย์ตลอดจนย่อมุมต่าง ๆ ประดับลายครามถ้วยชามสีเป็นลวดลายสวยงามมากชวนมอง และแสดงให้เห็นถึงความรักและอาลัยในองค์หลวงพ่อเดิม ตลอดจนความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านหนองโพในการสร้างสถูปนี้
  3. กุฎิหลังเก่า เป็นกุฎิที่หลวงพ่อร่วมแรงกับชาวบ้าน ชักลากไม้จากป่าลึกมาตัดมาเลื่อยประกอบสร้างขึ้น ซึ่งแม้จะเก่าคร่ำคร่าด้วยกาลเวลาแต่ยังแข็งแรงทนทานใช้งานได้ ภายหลังท่านพระครูนิวาสธรรมโกวิทได้ย้ายไปตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดในลักษณะเดิม เมื่อก่อนนี้พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) ท่านได้อาศัยกุฎินี้เป็นที่จำวัด โดยมีเพียงเสื่อลำแพนกันลมกันฝนเท่านั้น
  4. หอสวดมนต์ ด้านทิศใต้ของมณฑปหลวงพ่อเดิม ปัจจุบันจะมีหอสวดมนต์ที่หลวงพ่อเดิมได้สร้างขึ้นไว้สำหรับสวดมนต์ทำวัตรและต่อหนังสือให้กับพระภิกษุสามเณรในวัด สร้างไว้ราว พ.ศ. 2482 ปัจจุบันยังอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ
  5. พระอุโบสถวัดหนองโพ เมื่อท่านเดินถัดจากศาลาการเปรียญไปอีกสักหน่อย ท่านจะเห็นพระอุโบสถฝีมือ นวกรรมหลวงพ่อเดิม ซึ่งท่านลงมือคุมงานตั้งแต่เริ่มแต่การผูกโครงสร้างแบบ และลงมือ ก่อสร้างตลอดจนออกแบบลวดลายหน้าบรรณช่อฟ้าใบระกา ลงมือสร้าง พ.ศ. 2458  ยังคงทนถาวรมาถึงทุกวันนี้เป็นเวลาถึง 94 ปี แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกในด้านการช่างของหลวงพ่อเดิม ด้านหน้าเป็นรูปพระอินทราชเจ้า ทรงช้างเอราวัณ แวดล้อมด้วยทวยเทพยดาทั้งหลายลดหลั่นกัน อย่างสวยงาม ด้านหลังที่หน้าบรรณเป็นลายเครือเถาปูนปั้น มีรูปปั้นปางเมื่อสมเด็จพระพุทธองค์ทรงมีชัยเหนือพระยาวัสวดีมารด้วยทานบารมี โดยเป็นรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่บนรัตนบัลลังค์ ด้านล่างมีแม่นางพระธรณียืนบีบน้ำจากมวยผมท่วทท้นโยธาหารและพญามารให้ปราศนาการไป สีสรรตลอดจนลวดลายอ่อนช้อยและงดงามกลมกลืนกัน ถ้าท่านได้มีโอกาสไปเที่ยวที่วัดจะเห็นด้วยตาท่านเองชัดเจนกว่าคำพูด
  6. พระเจดีย์แทนต้นโพธิ์กระจาย เมื่อท่านเดินถัดจากพระอุโบสถมาทางด้านซ้ายมือ ท่านจะเห็นเจดีย์องค์ย่อม ๆ ปลูกอยู่หน้าบริเวณร้านค้าขายของหมู่บ้านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตวัด นั่นคือพระเจดีย์ที่หลวงพ่อสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงต้นโพธิ์กระจาย สัญลักษณ์ดั้งเดิมของหมู่บ้าน ซึ่งท่านได้ให้ศิษย์โค่นเสียเมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2470 (ตามบันทึกนายธนิต อยู่โพธิ์) เมื่อโค่นต้นโพธิ์กระจายเสียแล้วจึงสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นที่บูชาแทน จะได้ระลึกถึงว่าที่นี้เคยมีต้นโพธิ์การจายอันเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน และบรรพบุรุษชาวหนองโพ
  7. สระน้ำประจำหมู่บ้าน เมื่อท่านเดินตรงออกไปจากพระเจดีย์ทางทิศตะวันออก ท่านจะเห็นคันดินสูง เมื่อเดินขึ้นไปท่านจะเห็นสระน้ำประจำหมู่บ้าน คู่มากับต้นโพธิ์กระจาย อันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวหนองโพตั้งแต่บรรพบุรุษมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสมัยหลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสได้ขุดขยายให้กว้างขึ้น ต่อมาในสมัยเงินผันของหม่อมคึกฤทธิ์ก็มีการขุดขยายอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เพียงพอกับการกักเก็บน้ำไว้กินได้ตลอดปี ด้วยเหตุผลว่าในสมัยก่อนโน้น และในสมัยหลวงพ่อ หมู่บ้านหนองโพกันดารน้ำมาก หลวงพ่อเดิมเป็นห่วงและปรารภเสมอถึงเรื่องสระน้ำ แม้ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตก็ผูกพันอยู่อย่างแน่นแฟ้นกับน้ำ
  8. สระบัว ด้านทิศเหนือของพระอุโบสถวัดหนองโพท่านจะเห็นสระบัว (สระหิน) ซึ่งหลวงพ่อได้สร้างขึ้นโดยใช้แรงกายแรงใจจากชาวบ้านร่วมกันขุดและนำหินก้อนขนาดใหญ่มาเรียงโบกด้วยปูน มีน้ำไว้ใช้ตลอดทั้งปี เมื่อปี พ.ศ. 2538 พระครูนิวาสธรรมโกวิทได้บูรณะสระบัวขึ้นมาใหม่โดยให้อยู่ในลักษณะเดิมทุกประการและสระนี้ทางวัดจะใช้เป็นที่จัดงานในประเพณีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ถ้าท่านใดมีโอกาสมาดู อย่าลืมหาอาหารมาเลี้ยงปลาด้วย เพราะมีปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก (สระน้ำเก่าหลวงพ่อเดิม รวมค่าใช้จ่าย 1,122,758 บาท
  9. พระธาติเจดีย์ อยู่ทางทิศตะวันออกของสระบัว (สระหิน) เป็นลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมระหว่างภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน ดังนั้นรูปแบบจึงเป็นแนวความคิดผสมผสาน ซึ่งมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

-          ฐานของพระเจดีย์มัลักษณะเป็นบัวฐานปัทม์แบบประเพณีทั้งพื้นชั้นล่างและฐานของส่วนพระธาตุเจดีย์ก่อสร้างโดยการก่ออิฐถือปูน และปั้นลวดบัวตามแบบที่กำหนดไว้พร้อมทั้งทาสีขาว

-          บันไดเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กผิวบุด้วยหินแกรนิตขาบด้วยพนักบันไดแบบสิงห์พร้อมราวบันไดปูนปั้นรูปพญานาค

-          ลูกกรงพนักระเบียงเป็นปูนปั้นทาสีขาว ผนังและเสาเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และก่ออิฐฉาบผิวเรียบทาสีขาวทั้งภายนอกและภายในมุข

-          ทางเข้ากำหนดให้ชั้นล่างเข้าออกได้ 3 ทิศทาง และในส่วนของพระธาตุเจดีย์สามารถเข้าได้ 3 ทิศทางโดยด้านหลังซุ้มจรนำ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป ลวดลายแกะสลักและปูนปั้น เป็นไปตามรูปแบบศิลปผสมผสานซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ของพระธาตุเจดีย์วัดหนองโพ (รูปแบบศิลปกรรม)  ทั้งหมดทาด้วยสีขาว

-          หลังคาเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กติดตั้งระแนงมุงด้วยกระเบื้องเคลือบเซรามิคสีเงินตะกั่วหน้าบันทั้ง 4 ทิศ ส่วนประกอบประกับหลังคาเป็นปูนปั้นทังหมดทาด้วยสีขาว

-          ส่วนยอดมีลักษณะเป็นทรงมณฑปแปดเหลี่ยมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่อฉาบลวดลายบัวตามแบบพร้อมติดตั้งปูนปั้นลายประดับ ส่วนของเครื่องยอดประกอบด้วยองค์ระฆัง บัลลังก์ ปลียอด ลูกแก้ว ในขณะที่ส่วนยอดมณฑปมีเม็ดน้ำค้างและฉัตรสูง 9 ชั้น ส่วนของพระธาตุเจดีย์ทำหน้าที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธสาวกที่มหาบัณฑิต อู เทค กะ เจ้าอาวาสวัตเตาสาริน เมืองมัณฑะเลย์ สหภาพพม่า ได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดหนองโพ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน และนอกจากนั้นยังมีพระบรมสารีริกธาตุที่ได้อัญเชิญมาจากเมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา

  1.    รูปหล่อหลวงพ่อ เมื่อท่านได้เดินชมถาวรวัตถุในวัดหนองโพแล้ว ก็ถึงวาระอันสำคัญที่ท่านผู้   เลื่อมใสในบารมีหลวงพ่อได้พากันแวะขึ้นไปนมัสการรูปหล่อหลวงพ่อเดิม ซึ่งคณะศิษย์ได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2482 สมัยเมื่อหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่พรรษากาลได้ 60 อายุของหลวงพ่อได้ 82 ปี คณะศิษย์ได้สละเงินกันคนละเล็กคนละน้อยตามกำลัง ใครมีมากก็ทำมาก ใครมีน้อยก็ทำน้อยจ้างช่างจากกรุงเทพฯ ไปทำการหล่อที่ลานวัดหนองโพ สำเร็จเรียบร้อย และมีงานฉลองแจกวัตถุมงคลของหลวงพ่อด้วย ตรงข้ามกับพระอุโบสถวันหนองโพ ขึ้นไปบนมณทปจะเห็นรูปหล่อของหลวงพ่อประดิษฐานอยู่อย่างสง่างาม รอความเคารพจากผู้เลื่อมใส และเป็นที่สักการะของชาวบ้าน ทุกวันธรรมสวนะหลังจากทำบุญแล้วชาวบ้านทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่ จะจัดหาดอกไม้เท่าที่จะหาได้มาวางสักการะต่อหน้ารูปหล่อหลวงพ่อเดิม เพื่อขอพร และไม่ใช่แต่ชาวบ้านหนองโพเท่านั้นคนต่างถิ่นก็มักจะมาขอพรและอธิษฐานขอความสำเร็จต่าง ๆ ต่อหน้ารูปหล่อหลวงพ่อเดิม เหมือนดังว่าท่านยังมิได้มรณภาพไป

ลำดับเจ้าอาวาสแห่งวัดหนองโพ

            ลำดับเจ้าอาวาสวัดหนองโพนี้ ตามหลักฐานบันทึกจากพยานบุคคลและพยานหลักฐานทางการบันทึกของนายธนิต อยู่โพธิ์ กล่าวว่า หมู่บ้านหนองโพนี้ จำเดิมแต่ตั้งวัดหนองโพเป็นปึกแผ่นก็ได้มีเจ้าอาวาสครองติดต่อกันให้ความร่มเย็นแก่ชาวบ้านเป็นลำดับกันมา ดังต่อไปนี้

  1. หลวงพ่อเฒ่า (รอด) ปฐมเจ้าอาวาสแห่งวัดหนองโพ
  2. หลวงพ่อสิน
  3. หลวงพ่อจันทร์
  4. หลวงตาชม
  5. หลวงพ่อเดิม ท่านพระครูนิวาสธรรมขันธ์
  6. หลวงพ่อพระสมุห์ชุ่ม ขนธสโร
  7. พระครูนิพนธ์ธรรมคุต (น้อย) เตชะปุญโญ (ชูจันทร์)
  8. พระครูนิวาสธรรมโกวิท (มหาประเทือง อินทวีโร) (สังข์ทิพย์) (น.ธ.เอก, ปธ.6)
  9. พระอธิการสมพงษ์ ทนตจิตโต (แตงร่ม) (น.ธ.เอก, ปวค, พธ.บ, ศศ.ม.  เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน

 

อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ “ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูนิวาสธรรมโกวิท” วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 (ขึ้น 13 ค่ำเดือน 4) เวลา 16.00 น.  ณ. จิตกาธาน (เมรุชั่วคราว) วัดหนองโพ

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s